การประชาสัมพันธ์กับชุมชน

องค์การสถาบันต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การธุรกิจซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนต่างๆประชาชนในชุมชนต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีการร่วมมือกันในกิจกรรมสังคมต่างๆ ในลักษณะน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เพราะมนุษย์กับองค์การสถาบันย่อมจำต้องเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บุคคลจะไม่สามารถดำรงชีพอยู่อย่างสุขสบายได้ถ้าปราศจากองค์การสถาบัน และในขณะเดียวกันองค์การสถาบันก็ไม่สามารถดำรงยืนอยู่ได้เช่นกันโดยปราศจากความร่วมมือสนับสนุนจากประชาชนในชุมชนนั้น

สถาบันกับชุมชนจึงเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก และจำต้องพึ่งพาอาศัยกันดังกล่าวแล้วองค์การสถาบันจะเป็นผู้ตอบสนองหรือให้บริการแก่ชุมชนด้วยการรับสมัครประชาชนจากชุมชนเข้ามาเป็นแรงงานหรือว่าจ้างเข้ามาเป็นคนงานในโรงงานและจ่ายค่าแรงตอบแทนให้อย่างยุติธรรม หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งขององค์การสถาบันก็คือการนำเอาผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจส่วนหนึ่งไปชำระค่าภาษีให้แก่รัฐเพื่อนำไปบำรุงท้องถิ่นและชุมชนของตน รวมทั้งนำเงินผลกำไรไปจัดซื้อวัตถุดิบจากประชาชนในท้องถิ่นหรือชุมชนนั้นเพื่อนำไปผลิตอีกต่อหนึ่งเพื่อเป็นไปในลักษณะ การพึ่งพาอาศัยกัน เช่น โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาล ซื้ออ้อยจากบรรดาเกษตรกรชาวไร่ในท้องถิ่นนั้นไปเป็นวัตถุดิบป้อนเข้าโรงงานเพื่อผลิตน้ำตาลต่อไป เป็นต้น

ชุมชนน่าอยู่

นอกจากนี้องค์กรสถาบันยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำทางด้านการสร้างสรรค์ท้องถิ่นและการช่วยเหลือสังคมส่วนรวมอันได้แก่การช่วยเหลือการกุศล และการส่งเสริมหรือการเป็นผู้นำทางด้านวัฒนธรรมอันดีงาม อันเป็นการแสดงถึงบทบาทของการเป็นพลเมืองที่ดีเพื่อให้ชุมชนเกิดความนิยมเลื่อมใส

สำหรับองค์การสถาบันของรัฐซึ่งอยู่ได้ด้วยภาษีอากรของประชาชน เช่น โรงพยาบาลของรัฐ ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ ยอมจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในการให้บริการประชาชนในชุมชนของตนโดยตรงอยู่แล้ว สถาบันเหล่านี้จะให้บริการชุมชนในด้านต่างๆ เช่น โรงพยาบาลให้บริการด้านสุขภาพอนามัยในการรักษาโรคแก่ประชาชนผู้เจ็บป่วย อำเภอให้บริการในด้านเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎรต่างๆ สถานีตำรวจหรือโรงพักให้บริการด้านสวัสดิภาพความปลอดภัยแห่งทรัพย์สินและชีวิตร่างกาย เป็นต้น จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นองค์การสถาบันธุรกิจหรือองค์การสถาบันของรัฐอันได้แก่ หน่วยงานราชการต่างๆ ล้วนแล้วแต่จะต้องติดต่อเกี่ยวข้องกับชุมชนทั้งสิ้น ชุมชนเองก็จะต้องติดต่อและพึ่งพาองค์การสถาบันต่างๆเหล่านี้ ฉะนั้นโดยลักษณะดังกล่าวจึงชี้ชัดให้เห็นถึงการพึ่งพาอาศัยกันทุกฝ่ายและต่างฝ่ายก็มีผลประโยชน์ร่วมกัน

นอกจากนี้ความเจริญและสภาพการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ตัวเมืองขยายออกสู่ชนบทเพราะความเจริญหนาแน่นของชุมชน เช่น กรุงเทพขยายออกสู่ชานเมืองชนบทต่างๆทำให้เกิดเป็นชุมชนใหม่ตามชานเมือง และหมู่บ้านจัดสรรต่างๆมีผู้อยู่อาศัยหนาแน่นมากขึ้นกว่าเดิมบริษัทธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆพากันเข้าไปตั้งอยู่ในชนบทและตามหัวเมืองต่างๆรวมทั้งในชุมชนย่านชานเมืองด้วย สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดปฏิกิริยาการต่อต้านจากชุมชนขึ้น เพราะประชาชนในชุมชนนั้นต่างก็พากันกริ่งเกรงว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้ามาตั้งนั้นจะทำลายสภาพแวดล้อมและความสงบสุขในชุมชนนั้น หรือสร้างความเดือดร้อนให้เขา เช่น ปัญหาควันพิษ จากสารเคมี น้ำเสีย  เสียงดังอึกทึก ฯลฯ  ประชาชนในชุมชนก็ย่อมมีแนวโน้มที่จะมีส ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อหน่วยงาน และเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากชุมชนขึ้น หน่วยงานหรือองค์การสถาบันจึงต้องมีการประชาสัมพันธ์กับชุมชนเพื่อเอาชนะการต่อต้านจากชุมชนและทำให้ชุมชนหันมานิยมให้ความร่วมมือสนับสนุนด้วยดีกับองค์การ